home

posted on 23 May 2008 17:30 by nongtir

 

โครงการ 

 NONGTIR LONG  LIVE  THE   KING

ร่วมลงนามถวายพระพร

คุณเป็นคนเข้าเว็บไซต์นี้คนที่ Free Web Page Hit Countersนับตั้งแต่ 1 มกราคม 2551

  ขณะนี้มีผู้ออนไลน์จำนวนหลายคน

Administrator-nongtir 

 

ประกาศสถิติคนเข้าสู่น้องธีร์

     Nongtir.exteen.com
นับตั้งแต่เดือน มกราคม 2551
จาก000000 มีคนเข้า 001258
กุมภาพันธ์
001258 เป็น 005896
มีนาคม
005896 เป็น 008547
เมษายน
008547 เป็น 015863
พฤษภาคม
015863 เป็น 019632
มิถุนายน
019632 เป็น 024523
กรกฎาคม
024523 เป็น 254789
สิงหาคม
254789 เป็น 486539
กันยายน
(กำลังนับสถิติ)
ปัจจุบัน คือ Free Web Page Hit Counters
 
(การปริ้นท์เว้บน้องธีร์ทั้งหน้า ทำได้โดย ไปที่ File เลือก page set up แล้วตั้งไซต์ ให้ขนาด A4 ส่วน margins ทำให้เป็น 0 ทุกตัว แล้วกด Printer )

 

 
space

 

 

กิจกรรมวันภาษาไทย

ดาวน์โหลดเนื้อหาวันภาษาไทยแห่งชาติ คลิกทางนี้

วันภาษาไทยแห่งชาติ
เลื่อนลงข้างล่างเพื่อดูข้อมูล

 

๒๙ กรกฎาคม  วันภาษาไทยแห่งชาติ
วันรำลึกและร่วมสืบสานมรดกวัฒนธรรมอันล้ำค่าของไทย

 ภาษาเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดของชาติ เพราะภาษาเป็นสื่อให้ติดต่อกัน  และทำให้วัฒนธรรมอื่นๆเจริญขึ้น  อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางยึดคนทั้งชาติ  ดังข้อความพระราชนิพนธ์ตอนหนึ่งในเรื่อง ความเป็นชาติโดยแท้จริง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ที่ว่า

            “ภาษาเป็นเครื่องผูกพันมนุษย์ต่อมนุษย์แน่นแฟ้นยิ่งกว่าสิ่งอื่น  และไม่มีสิ่งไรที่จะทำให้คนรู้สึกเป็นพวกเดียวกันหรือแน่นอนยิ่งไปกว่าพูดภาษาเดียวกัน  รัฐบาลทั้งปวงย่อมรู้สึกในข้อนี้อยู่ดี  เพราะฉะนั้นรัฐบาลใดที่ต้องปกครองชนต่างชาติต่างภาษา  จึงต้องพยายามตั้งโรงเรียน  และออกบัญญัติบังคับให้ชนต่างภาษาเรียน
ภาษาของผู้ปกครอง แต่ความคิดเห็นเช่นนี้มิใช่จะสำเร็จตามปรารถนาของรัฐบาลเสมอก็หามิได้  แต่ถ้ายังจัดการแปลงภาษาไม่สำเร็จอยู่ตราบใด ก็แปลว่า ผู้พูดภาษากับผู้ปกครองนั้นยังไม่เชื่ออยู่ตราบนั้น  และยังจะเรียกว่าเป็นชาติเดียวกันกับมหาชนพื้นเมืองไม่ได้อยู่ตราบนั้น ภาษาเป็นสิ่งซึ่งฝังอยู่ในใจมนุษย์แน่นแฟ้นยิ่งกว่าสิ่ง
อื่น

                จากพระราชนิพนธ์ข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า ภาษา นอกจากจะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารแล้ว 
ยังเป็นสิ่งบ่งบอกถึง
ความเป็นชาติเดียวกัน ของคนในสังคม  เช่นเดียวกับคนไทยเราแม้จะต่างเผ่าพันธุ์  ต่างเชื้อชาติ ต่างท้องถิ่น หรือต่างศาสนา   แต่เมื่อใดก็ตามที่เราต่างพูด ภาษาไทย เราย่อมรู้สึกได้ทันทีถึงความเป็นพวกเดียวกัน  ความเป็นชาติเดียวกัน ดังนั้น 
ภาษา จึงเป็นสิ่งที่จะร้อยรัด และ ผูกพันคนในชาติให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชของเรา ทรงพระราชสมภพ และใช้ชีวิตเมื่อทรงพระเยาว์ในต่างประเทศ  เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีโอกาสใช้ภาษาไทยเลย  ซึ่งม.ล.ทวีสันต์ ลดาวัลย์ ได้เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มศึกษาภาษาไทยเมื่อทรงเจริญวัยแล้วคือ เมื่อพระชนมพรรษาราว ๑๓-๑๔ พรรษา   และทรงได้ศึกษาภาษาไทยบ้างเล็กน้อยจากพระอาจารย์ที่ไปถวายพระอักษรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และเมื่อรัชกาลที่ ๘ เสด็จนิวัติพระนครครั้งสุดท้าย จึงได้ทรงศึกษาภาษาไทยอย่างจริงจัง ด้วยทรงถือว่าภาษาไทยเป็นภาษาที่สำคัญที่สุดของคนไทย  และด้วยพระวิริยะอุตสาหะ ประกอบกับทรงสนพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงศึกษาได้รวดเร็ว  ซึ่งพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านในด้านภาษาไทยก็เป็นที่ประจักษ์แก่พวกเราชาวไทยตลอดมา ในหนังสือ วันภาษาไทยแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๔๗ ของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ได้กล่าวถึงความเป็นมาของวันภาษาไทยแห่งชาติ พอสรุปได้ว่า  ประเทศไทยมีภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ และเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาติ  ซึ่งสมควรจะได้รับการทำนุบำรุงส่งเสริมและอนุรักษ์ไว้ให้ยั่งยืนตลอดไป อย่างไรก็ตาม  ในยุคปัจจุบันวิชาการและเทคโนโลยีได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดเทคนิคใหม่ๆในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งเน้นความสะดวกและรวดเร็วเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ  ภาษาไทยซึ่งเป็นสื่อกลางในการติดต่อและผูกพันกับการดำรงชีวิตประจำวันของคนไทยก็ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลความเจริญก้าวหน้าดังกล่าวด้วย  ทำให้ภาษาไทยที่ใช้ในปัจจุบันทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างน่าวิตกยิ่ง  สภาพการณ์เช่นนี้ หากไม่เร่งหาทางแก้ไข ป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ  นับวันภาษาไทยก็จะยิ่งเสื่อมลง เป็นผลเสียต่อเอกลักษณ์และคุณค่าของภาษาไทยเป็นอย่างมาก  ดังนั้น  คณะกรรมการรณรงค์เพื่อภาษาไทย  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้เสนอให้รัฐบาลไทยจัดตั้ง วันภาษาไทยขึ้น เพื่อช่วยกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกให้คนไทยทั้งชาติได้ตระหนักถึงคุณค่า   และความสำคัญของภาษาไทยตลอดจนร่วมมือกันทำนุบำรุง ส่งเสริมและอนุรักษ์เอกลักษณ์ของภาษาไทยให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป โดยเห็นควรกำหนดให้วันที่ ๒๙ กรกฎาคมของทุกปี เป็น วันภาษาไทยแห่งชาติ เนื่องด้วยตรงกับวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้ทรงเสด็จฯไปเป็นประธานและทรงร่วมอภิปรายกับผู้ทรงคุณวุฒิในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย  คณะอักษรศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๐๕ ทรงเปิดอภิปรายในหัวข้อ การใช้ภาษาไทยในปัจจุบัน  ทรงดำเนินการอภิปรายและทรงสรุปการอภิปรายอย่างดีเยี่ยม  แสดงถึงพระปรีชาสามารถและความสนพระราชหฤทัยห่วงใยในภาษาไทยเป็นที่ประทับใจผู้เข้าร่วมการประชุมครั้งนั้นเป็นอย่างยิ่ง  และนับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของวงการภาษาไทย ที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว  ดังนั้น  คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๒ อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเจริญพระชนมายุครบ ๖ รอบ  กำหนดให้วันที่ ๒๙ กรกฎาคมของทุกปีเป็น วันภาษาไทยแห่งชาติ ตามที่ทบวงมหาวิทยาลัยเสนอ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านในด้านภาษาไทย  รวมทั้งเพื่อกระตุ้นให้สถาบันการศึกษา องค์กร หน่วยงานต่างทั้งภาครัฐ  เอกชนและประชาชนชาวไทย ได้ตระหนักในความสำคัญของภาษาไทย และร่วมใจกันใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง  และรักษาภาษาไทยอันเป็นภาษาประจำชาติไว้ให้งดงามยั่งยืนตลอดไป

            กระแสพระราชดำรัสเกี่ยวกับภาษาไทยในครั้งนั้น มีความบางส่วนว่า ภาษาไทยนั้นเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของชาติ  ภาษาทั้งหลายเป็นเครื่องมือมนุษย์ชนิดหนึ่ง คือ เป็นทางสำหรับแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่ง  เป็นสิ่งที่สวยงามอย่างหนึ่ง เช่น ในทางวรรณคดี เป็นต้น  ฉะนั้น  จึงจำเป็นต้องรักษาเอาไว้ไห้ดี...............เราโชคดีที่มีภาษาของตนเองมาแต่โบราณกาล  จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้  ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษานี้ก็มีหลายประการ  อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน  อีกอย่างต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่าวิธีใช้คำมาประกอบเป็นประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สามคือความร่ำรวยในคำของภาษาไทย  ซึ่งพวกเรา
นึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติใหม่มาใช้.....สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็นในทางวิชาการไม่ใช่น้อย  แต่บางคำที่ง่ายๆก็ควรจะมี  ควรจะใช้คำเก่าๆที่เรามีอยู่แล้ว  ไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก...

                นอกจากนี้ยังได้มีพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ ๙กรกฎาคม ๒๕๑๒ ความว่า ในปัจจุบันนี้ปรากฏว่า ได้มีการใช้คำออกจะฟุ่มเฟือย   และไม่ตรงกับความหมายอันแท้จริงอยู่เนืองๆ ทั้งออกเสียงก็ไม่ถูกต้องตามอักขรวิธี  ถ้าปล่อยให้เป็นไปดังนี้  ภาษาของเราก็มีแต่จะทรุดโทรม  ชาติไทยเรามีภาษาของเราใช้เองเป็นสิ่งอันประเสริฐอยู่แล้ว  เป็นมรดกอันมีค่าตกทอดมาถึงเราทุกคน  จึงมีหน้าที่จะตัองรักษาไว้  ฉะนั้น จึงขอให้บรรดานิสิตและบัณฑิต ตลอดจนครูบาอาจารย์ได้ช่วยกันรักษาและส่งเสริมภาษา  ซึ่งเป็นอุปกรณ์และหลักประกันเพื่อความเจริญวัฒนาของประเทศชาติ

                พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นแบบอย่างของผู้ที่ใช้ภาษาไทยที่ดี  ซึ่งเราจะเห็นได้จากพระราชดำรัสหรือพระบรมราโชวาทที่พระราชทานในโอกาสต่างๆ  และพระราชดำรัสข้างต้น แม้จะทรงพระราชทานไว้เมื่อหลายปีมาแล้ว แต่ก็ยังเป็นปัญหาที่เรายังพบเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน  และนับวันก็ดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้น  จริงอยู่  ภาษามีชีวิต และมีวิวัฒนาการตามยุคตามสมัย  และในอดีตที่ผ่านมาเราก็มีการหยิบยืมคำจากภาษาอื่นมาใช้ แต่อย่าลืมว่าเราก็ได้มีการปรับเปลี่ยนจนเกิดความกลมกลืนกลายเป็นภาษาของเราไปในที่สุด ศจ.พันตรีหญิงคุณหญิงผะอบ  โปษะกฤษณะได้เขียนถึงลักษณะเฉพาะของภาษาไทยที่แตกต่างจากภาษาอื่นว่ามีหลายประการ เช่น ภาษาไทยมีตัวอักษรเป็นของตนเอง  ซึ่งน่าภาคภูมิใจยิ่ง  เพราะบางชาติแม้มีภาษาของตน
ใช้   แต่ก็ต้องยืมตัวอักษรจากชาติอื่น ภาษาไทยแท้จะมีพยางค์เดียวและสะกดตามมาตรา คำๆเดียวมีความหมายได้หลายอย่าง นอกจากนี้ภาษาไทยยังเป็นภาษาดนตรี มีจังหวะและความคล้องจองกัน มีการเปลี่ยนระดับเสียงของคำด้วยวรรณยุกต์  ทำให้ภาษาไทยสามารถเลียนเสียงธรรมชาติและสำเนียงของทุกภาษาได้อย่างใกล้เคียงมากกว่าชาติอื่น เป็นต้น

            ดังนั้น  จึงกล่าวได้ว่า คนไทยเราโชคดีที่มีภาษาของเราเอง  และยังมีตัวอักษรไทยเป็นตัวอักษรประจำชาติ เป็นมรดกอันล้ำค่าที่บรรพบุรุษเราได้สร้างไว้ให้  เป็นเครื่องหมายแสดงให้เห็นว่าไทยเราเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมสูงส่งมาแต่โบราณ ถึงจะมีภาษาและตัวอักษรของตนเองใช้  เราคนไทยซึ่งเป็นเจ้าของภาษาไทยจึงควรจะได้ภาคภูมิใจ และควรตระหนักว่า ภาษาไทย  สำคัญกว่าภาษาอื่นเพราะเป็นภาษาของชาติ เป็นภาษาที่เราต้องใช้ชั่วชีวิต

            และในโอกาส วันภาษาไทยแห่งชาติ ที่ ๒๙ กรกฎาคม  ศกนี้  กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ  กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอเชิญให้ประชาชนชาวไทย  รวมทั้งหน่วยงาน  สถาบันต่างๆได้ร่วมกันอนุรักษ์ และสืบทอดระเบียบแบบแผนและความงดงามของภาษาของเราให้คงอยู่เป็นสมบัติของชาติและอนุชนรุ่นหลังต่อไป

..............................................

อมรรัตน์ เทพกำปนาท

กลุ่มประชาสัมพันธ์ สวช
.
กระทรวงวัฒนธรรม
 

ข้อมูลจาก
                           

 

เมนู

                                  
   เมนู

เพื่อนๆของน้องธีร์/สัตว์เลี้ยงของน้องธีร์/ข่าวประชาสัมพันธ์/ดาวน์โหลดไฟล์/

รูปภาพและวีดีโอ/หนังดัง-หนังดี/เข้าสู่เว็บบอร์ด/สมัครสมาชิก/

เกมส์/ดิกชันนารีออนไลน์/เครื่องคิดเลขออนไลน์/

 ผู้สนับสนุน

 สวัสดีทุกท่านที่เข้าสู่น้องธีร์

Welcome    to     nongtir

                      

e พบปัญหาเทคนิคเว็บไซต์ 

              ดูดวงกะน้องธีร์
ผู้ใดฝันเห็นว่าองค์กฐินหรือองค์ผ้าป่า การค้าขายจะมีโชคลาภลอยมา เลขเสี่ยงโชค 11 14 17 417 411 719 718
( น้องธีร์นั้นไม่ไดโฆษณาใดๆทั้งสิ้น ขอบคุณเนื้อหาจาก สมาคมดาราศาสตร์ไทย)
                
                           

 

 e พบปัญหาเทคนิคเว็บไซต์

ข้อมูลใหม่เร็วๆๆนี้

 

ข้อมูลเก่าข้างล่างนี้

  
 วันอาสาฬหบูชา และ วันเข้าพรรษา
เลื่อนลงเพื่อดูข้อมูล
 วันอาสาฬหบูชา
ต ร ง กั บ วั น ขึ้ น ๑ ๕ ค่ำ เ ดื อ น ๘

 

   วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ นับเป็นวันที่สำคัญในประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนา คือวันที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาหรือหลักธรรมที่ทรงตรัสรู้ เป็นครั้งแรกแก่เบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ณ มฤคทายวัน ตำบลอิสิปตนะ เมืองพาราณสี ในชมพูทวีปสมัยโบราณซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศอินเดีย ด้วยพระพุทธองค์ทรงเปรียบดังผู้ทรงเป็นธรรมราชา ก็ทรงบันลือธรรมเภรียังล้อแห่งธรรมให้หมุนรุดหน้า เริ่มต้นแผ่ขยายอาณาจักรแห่งธรรม นำความร่มเย็นและความสงบสุขมาให้แก่หมู่ประชา ดังนั้น ธรรมเทศนาที่ทรงแสดงครั้งแรกจึงได้ชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม หรือพระสูตรแห่งการแผ่ขยายธรรมจักร กล่าวคือดินแดนแห่งธรรม

   เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้วนั้นชมพูทวีปในสมัยโบราณ กำลังย่างเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความเจริญก้าวหน้า รุ่งเรืองเฟื่องฟูทุกด้านและมีคนหลายประเภททั้งชนผู้มั่งคั่งร่ำรวย นักบวชที่พัฒนาความเชื่อและ ข้อปฏิบัติทางศาสนา เพื่อให้ผู้ร่ำรวยได้ประกอบพิธกรรมแก่ตนเต็มที่ ผู้เบื่อหน่ายชีวิตที่วนเวียน ในอำนาจและโภคสมบัติที่ออกบวช หรือบางพวกก็แสวงหาคำตอบที่เป็นทางรอกพ้นด้วยการคิดปรัชญาต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่เหลือวิสัยและไม่อาจพิสูจน์ได้บ้าง พระพุทธเจ้าจึงทรงอุบัติในสภาพเช่นนี้ และดำเนินชีพเช่นนี้ด้วยแต่เมื่อทรงพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นขาดแก่นสาน ไม่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง แก่ตนเองและผู้อื่น จึงทรงคิดหาวิธีแก้ไขด้วยการทดลองต่าง ๆ โดยละทิ้งราชสมบัติ และอิสริยศแล้วออกผนวช บำเพ็ญตนนานถึง ๖ ปี ก็ไม่อาจพบทางแก้ได้ ต่อมาจึงได้ทางค้นพบ มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง เมื่อทรงปฏิบัติตามมรรคานี้ก็ได้ค้นพบสัจธรรมที่นำคุณค่า แท้จริงมาสู่ชีวิต อันเรียกว่า อริยสัจ ๔ ประการ ในวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศก ๔๔ ปี ที่เรียกว่า การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จากนั้นทรงงานประกาศศาสนาโดยทรงดำริหาทางที่ได้ผลดีและรวดเร็ว คือ เริ่มสอนแก่ผู้มีพื้นฐานภูมิปัญญาดีที่รู้แจ้งคำสอนได้อย่างรวดเร็วและสามารถนำไปชี้แจงอธิบาย ให้ผู้อื่นเข้ามาได้อย่างกว้างขวาง จึงมุ่งไปพบนักบวช ๕ รูป หรือเบญจวัคคีย์ และได้แสดงธรรม เทศนาเป็นครั้งแรกในวันเพ็ญ เดือน ๘

 


ใ จ ค ว า ม ส ำ คั ญ ข อ ง ป ฐ ม เ ท ศ น า

ในการแสดงแสดงปฐมเทศนาครั้งแรกของพระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักธรรมสำคัญ ๒ ประการคือ

ก. มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลาง เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นกลาง ๆ ถูกต้องและเหมาะสมที่จะให้บรรลุถึงจุดหมายได้ มิใช่การดำเนินชีวิตที่เอียงสุด ๒ อย่าง หรืออย่างหนึ่งอย่างใด คือ

   ๑. การหมกหมุ่นในความสุขทางกาย มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง รวมความเรียกว่า เป็นการหลงเพลิดเพลินหมกหมุ่นในกามสุข หรือ กามสุขัลลิกานุโยค

   ๒. การสร้างความลำบากแก่ตนดำเนินชีวิตอย่างเลื่อนลอย เช่น บำเพ็ญตบะการทรมานตน คอยพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น การดำเนินชีวิตแบบที่ก่อความทุกข์ให้ตนเหนื่อยแรงกาย แรงสมอง แรงความคิด รวมเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค

ดังนั้นเพื่อละเว้นห่างจากการปฏิบัติทางสุดเหล่านี้ ต้องใช้ทางสายกลาง ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา โดยมีหลักปฏิบัติเป็นองค์ประกอบ ๘ ประการ เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมัคค์ หรือ มรรคมีองค์ ๘ ได้แก่

     ๑. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ คือ รู้เข้าใจถูกต้อง เห็นตามที่เป็นจริง
     ๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ คิดสุจริตตั้งใจทำสิ่งที่ดีงาม
     ๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือ กล่าวคำสุจริต
     ๔. สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ คือ ทำการที่สุจริต
     ๕. สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ คือ ประกอบสัมมาชีพหรืออาชีพที่สุจริต
     ๖. สัมมาวายามะ พยายามชอบ คือ เพียรละชั่วบำเพ็ญดี
     ๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ ทำการด้วยจิตสำนึกเสมอ ไม่เผลอพลาด
     ๘. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ คือ คุมจิตให้แน่วแน่มั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน

ข. อริยสัจ ๔ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐของอริยะ ซึ่งคือ บุคคลที่ห่างไกลจากกิเลส ได้แก่

   ๑. ทุกข์ ได้แก่ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ บุคคลต้องกำหนดรู้ให้เท่าทันตามความเป็นจริงว่ามันคืออะไร ต้องยอมรับรู้กล้าสู้หน้าปัญหา กล้าเผชิญความจริง ต้องเข้าใจในสภาวะโลกว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ไม่ยึดติด

   ๒. สมุทัย ได้แก่ เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหา ตัวการสำคัญของทุกข์ คือ ตัณหาหรือเส้นเชือกแห่งความอยากซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยอื่น ๆ

   ๓. นิโรธ ได้แก่ ความดับทุกข์ เริ่มด้วยชีวิตที่อิสระ อยู่อย่างรู้เท่าทันโลกและชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา

   ๔. มรรค ได้แก่ กระบวนวิธีแห้งการแก้ปัญหา อันได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ ประการดังกล่าวข้างต้น


ผ ล จ า ก ก า ร แ ส ด ง ป ฐ ม เท ศ น า

     เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแล้ว ปรากฏว่าโกณฑัญญะผู้เป็นหัวหน้าเบญจวัคคีย์ได้เกิดเข้าใจธรรม เรียกว่า เกิดดวงตาแห่งธรรมหรือธรรมจักษุ บรรลุเป็นโสดาบัน จึงทูลขอบรรพชาและถือเป็นพระภิกษุสาวก รูปแรกในพระพุทธศาสนา มีชื่อว่า อัญญาโกณฑัญญะ

 


ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง อ า ส า ฬ ห บู ช า

     “อาสาฬหบูชา” (อา-สาน-หะ-บู-ชา/อา-สาน-ละ-หะ-บู-ชา) ประกอบด้วยคำ ๒ คำ คือ อาสาฬห (เดือน ๘ ทางจันทรคติ) กับบูชา (การบูชา) เมื่อรวมกันจึงแปลว่า การบูชาในเดือน ๘ หรือการบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในเดือน ๘ หรือเรียกให้เต็มว่า อาสาฬหบูรณมีบูชา

     โดยสรุป วันอาสาฬหบูชา แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญ เดือน ๘ หรือ การบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในวันเพ็ญ เดือน ๘ คือ

๑. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา
๒. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเริ่มประกาศพระศาสนา
๓. เป็นวันที่เกิดอริยสงฆ์ครั้งแรกคือการที่ท่านโกณฑัญญะรู้แจ้งเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน จัดเป็นอริยบุคคลท่านแรกในอริยสงฆ์
๔. เป็นวันที่เกิดพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา คือ การที่ท่านโกณฑัญญะขอบรรพชาและ ได้บวชเป็นพระภิกษุ หลังจากฟังปฐมเทศนาและบรรลุธรรมแล้ว
๕. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงได้ปฐมสาวกคือ การที่ท่านโกณฑัญญะนั้น ได้บรรลุธรรม และบวชเป็นพระภิกษุ จึงเป็นสาวกรูปแรกของพระพุทธเจ้า

     เมื่อเปรียบกับวันสำคัญอื่น ๆ ในพระพุทธศาสนา บางทีเรียกวันอาสาฬหบูชา นี้ว่า วันพระสงฆ์ (คือวันที่เริ่มเกิดมีพระสงฆ์)

   

     พิธีกรรมที่กระทำในวันนี้ โดยทั่วไป คือ ทำบุญ ตักบาตร รักษาศีล เวียนเทียน ฟังพระธรรมเทศนา (ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) และสวดมนต์ ดังนั้นในวันนี้จึงถือว่า พุทธศาสนิกชนควรได้รับประโยชน์ ที่เป็นสาระสำคัญจากอาสาฬหบูชา กล่าวคือ ควรทบทวนระลึกเตือนใจสำรวจตนว่า ชีวิตเราได้เจริญงอกงามขึ้นด้วยความเป็นอยู่อย่างผู้รู้เท่าทันโลกและชีวิตนี้บ้างแล้วเพียงใด เรายังดำเนินชีวิตอยู่อย่างลุ่มหลงมัวเมา หรือมีจิตใจอิสระปลอดโปร่งผ่องใสบ้างแล้วเพียงใด

วันเข้าพรรษา

ต ร ง กั บ วั น แ ร ม ๑ ค่ำ เ ดื อ น ๘

 
 

    "เข้าพรรษา" แปลว่า "พักฝน" หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ แม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่าไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่นๆ จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน คือ เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี ถ้าปีใดมีเดือน 8 สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือนแปดหลัง และออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เว้นแต่มีกิจธุระเจ้าเป็นซึ่งเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในเดียวนั้น ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน 7 คืนเรียกว่า สัตตาหะ หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้รับประโยชน์ แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด ระหว่างเดินทางก่อนหยุดเข้าพรรษา หากพระภิกษุสงฆ์เข้ามาทันในหมู่บ้านหรือในเมืองก็พอจะหาที่พักพิงได้ตามสมควร แต่ถ้ามาไม่ทันก็ต้องพึ่งโคนไม้ใหญ่เป็นที่พักแรม ชาวบ้านเห็นพระได้รับความลำบากเช่นนี้ จึงช่วยกันปลูกเพิง เพื่อให้ท่านได้อาศัยพักฝน รวมกันหลาย ๆองค์ ที่พักดังกล่าวนี้เรียกว่า "วิหาร" แปลว่าที่อยู่สงฆ์ เมื่อหมดแล้ว พระสงฆ์ท่านออกจาริกตามกิจของท่านครั้งถึงหน้าฝนใหม่ท่านก็กลับมาพักอีกเพราะสะดวกดี แต่บางท่านอยู่ประจำเลย บางทีเศรษฐีมีจิตศัรทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็เลือกหาสถานที่สงบเงียบไม่ห่างไกลจากชุมชนนัก สร้างที่พัก เรียกว่า "อาราม" ให้เป็นที่อยู่ของสงฆ์ดังเช่นปัจจุบันนี้

     โดยปรกติเครื่องใช้สอยของพระตามพุทธานุญาตให้มีประจำตัวนั้น มีเพียงอัฏฐบริขารอันได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน และกว่าพระท่านจะหาที่พักแรมได้ บางทีก็ถูกฝนต้นฤดูเปียกปอนมา ชาวบ้านที่ใจบุญจึงถวายผ้าอาบน้ำฝนสำหรับให้ท่านได้ผลัดเปลี่ยน และถวายของจำเป็นแก่กิจประจำวันของท่านเป็นพิเศษในเข้าพรรษานับเป็นเหตุให้มีประเพณีทำบุญเนื่องในวันนี้สืบมา

*** เพิ่มเติม ***

   "ผ้าจำนำพรรษา" คือผ้าที่ทายกถวายแก่พระสงฆ์ผู้อยู่จำพรรษาครบแล้วในวัดนั้น ภายในเขตจีวรกาล เรียกอีกอย่างว่า "ผ้าวัสสาวาสิกสาฎิกา"

   "ผ้าอาบน้ำฝน" คือผ้าสำหรับอธิษฐานไว้ใช้นุ่งอาบน้ำฝนตลอด ๔ เดือนแห่งฤดูฝน เรียกอีกอย่างว่า "ผ้าวัสสิกสาฏิกา"

 การที่พระภิกษุสงฆ์ท่านโปรดสัตว์อยู่ประจำเป็นที่เช่นนี้ เป็นการดีสำหรับสาธุชนหลายประการ กล่าวคือ ผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามพระพุทธบัญญัติก็นิยมบวชพระ ส่วนผู้ที่อายุยังไม่ครบบวชผู้ปกครองก็นำไปฝากพระ โดยบวชเป็นเณรบ้าง ถวายเป็นลูกศิษย์รับใช้ท่านบ้าง ท่านก็สั่งสอนธรรม และความรู้ให้ และโดยทั่วไป พุทธศาสนิกชนนิยมตักบาตรหรือไปทำบุญที่วัด นับว่าเป็นประโยชน์

     การปฏิบัติตน ในวันนี้หรือก่อนวันนี้หนึ่งวัน พุทธศาสนิกชนมักจะจัดเครื่องสักการะเช่น ดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น มาถวายพระภิกษุ สามเณร ที่ตนเคารพนับถือ ที่สำคัญคือ มีประเพณีหล่อเทียนขนาดใหญ่เพื่อให้จุดบูชาพระประธานในโบสถ์อยู่ได้ตลอด 3 เดือน มีการประกวดเทียนพรรษา โดยจัดเป็นขบวนแห่ทั้งทางบกและทางน้ำ

     แม้การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของภิกษุ แต่พุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ ทำบุญรักษาศีลและชำระจิตใจให้ผ่องใส ก่อนวันเข้าพรรษาชาวบ้านก็จะไปช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่นๆ พอถึง วันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรมและรักษาอุโบสถศีลกันที่วัด บางคนอาจตั้งใจงดเว้น อบายมุขต่างๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นต้น อนึ่ง บิดามารดามักจะจัดพิธีอุปสมบทให้บุตรหลาน ของตนโดยถือกันว่าการเข้าบวชเรียนและอยู่จำพรรษาในระหว่างนี้จะได้รับ อานิสงส์อย่างสูง

     ประเพณีหล่อเทียนเข้าพรรษา เป็นประเพณีที่กระทำกันเมื่อใกล้ถึงฤดูเข้าพรรษาซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ พระภิกษุจะต้องอยู่ประจำวัดตลอด ๓ เดือนมาตั้งแต่โบราณกาล การหล่อเทียนเข้าพรรษานี้มีอยู่เป็นประจำ ทุกปี เพราะในระยะเข้าพรรษานี้ พระภิกษุจะต้องมีการสวดมนต์ทำวัตรทุกเช้าเย็นและในการนี้จะต้องมีธูป เทียนจุดบูชาด้วย พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จึงพร้อมใจกันหล่อเทียนเข้าพรรษาสำหรับให้พระภิกษุจุดเป็น การกุศลทานอย่างหนึ่งเพราะเชื่อกันว่าในการให้ทานด้วยแสงสว่าง จะมีอานิสงฆ์เพิ่มพูนปัญญาหูตาสว่างไสว ตามชนบท การหล่อเทียนเข้าพรรษาทำกันอย่างเอิกเกริกสนุกสนานมาก เมื่อหล่อเสร็จแล้ว ก็จะมีการแห่แหน รอบพระอุโบสถ ๓ รอบ แล้วนำไปบูชาพระตลอดระยะเวลา ๓ เดือน บางแห่งก็มีการประกวดการตกแต่งมี การแห่แหนรอบเมืองด้วยริ้วขบวนที่สวยงามและถือว่าเป็นงานประจำปีทีเดียว ในวันนั้นจะมีการร่วมกันทำบุญตักบาตรถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ เป็นการร่วมกุศลกันในหมู่บ้านนั้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

                                
                                
ติดต่อลงโฆษณาฟรี ได้ที่ nongtir-master@hotmail.com

copyright © 2007 Nongtir.CO.,LTD

:: สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2550 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ::